งานวิจัยที่ดำเนินการอยู่

มูลนิธิไทยโรดส์ อยู่ระหว่างการดำเนินงานศึกษาวิจัยในโครงการต่างๆ ตลอดจนการสนับสนุนงานวิจัยต่างๆ

 

มูลนิธิไทยโรดส์ อยู่ระหว่างการดำเนินงานศึกษาวิจัยในโครงการต่างๆ ตลอดจนการสนับสนุนงานวิจัยต่างๆ 
ตามประเด็นสำคัญด้านความปลอดภัยทางถนนในประเทศไทย ได้แก่ พฤติกรรมเสี่ยงของผู้ใช้รถใช้ถนน วัฒนธรรมความปลอดภัย การติดตามและประเมินผลมาตรการหรือกิจกรรมด้านความปลอดภัยทางถนน


โครงการศึกษาลักษณะการเกิดอุบัติเหตุของรถจักรยานยนต์จากข้อมูลการสำรวจขนาดใหญ่ (Large-scale survey)

เป็นที่ยอมรับกันว่ารถจักรยานยนต์เป็นยานพาหนะที่อันตรายมากที่สุดบนท้องถนน และผู้เสียชีวิตจากอุบัติเหตุทางถนนในประเทศไทยส่วนใหญ่เกิดจากอุบัติเหตุรถจักรยานยนต์ องค์ความรู้จากการศึกษาในประเทศไทยจนถึงปัจจุบัน สะท้อนให้เห็นถึงประเด็นปัญหาด้านความปลอดภัยของการใช้รถจักรยานยนต์เพียงบางส่วน อาทิเช่น เพศและอายุของผู้ขับขี่ที่ประสบเหตุ การมีใบอนุญาติขับขี่ การใช้หมวกนิรภัย การเปิดไฟหน้ารถ และพฤติกรรมเสี่ยงอื่นๆ

งานวิจัยชิ้นนี้เป็นการศึกษาลักษณะการเกิดอุบัติเหตุของรถจักรยานยนต์ในแง่มุมต่างๆ เพิ่มเติม โดยอาศัยข้อมูลจากการสำรวจขนาดใหญ่ (Large-scale survey) จากการสัมภาษณ์ผู้บาดเจ็บที่เข้ารับการรักษาในโรงพยาบาล เช่น รูปแบบการเดินทางของผู้ประสบเหตุ ลักษณะของตัวรถจักรยานยนต์ที่ประสบเหตุ ถนนและสภาพแวดล้อม ณ จุดเกิดเหตุ รูปแบบการชนที่เกิดขึ้น เป็นต้น ซึ่งจะเป็นพื้นฐานสำคัญที่ช่วยเชื่อมโยงไปสู่ปัจจัยหรือสาเหตุของการเกิดอุบัติเหตุรถจักรยานยนต์และการบาดเจ็บที่ชัดเจนยิ่งขึ้น เพื่อหาแนวทางการป้องกันและแก้ไขปัญหาที่เป็นรูปธรรมต่อไป งานวิจัยนี้ดำเนินงานโดยคณะผู้วิจัยจากสำนักระบาดวิทยา กรมควบคุมโรค กระทรวงสาธารณสุข ภายใต้การสนับสนุนของมูลนิธิไทยโรดส์ และสำนักงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ


มาตรการลดความเสี่ยงอุบัติเหตุชนท้าย

ทางหลวงแผ่นดินหมายเลข 35 สายธนบุรี-ปากท่อ หรือถนนพระรามที่ 2 มีระยะทางรวมประมาณ 84 กิโลเมตร เป็นถนนเส้นทางหลักที่ออกจากกรุงเทพมหานคร มุ่งสู่ภาคใต้ของประเทศไทย โดยตัดผ่าน จังหวัดสมุทรสาคร จังหวัดสมุทรสงคราม และจังหวัดราชบุรี ทำให้มีปริมาณการจราจรค่อนข้างสูงตลอดทั้งสัปดาห์ โดยเฉพาะอย่างยิ่งในช่วงวันหยุดทำงาน จะมีปริมาณการจราจรมากกว่าวันปกติ และเมื่อมีปริมาณการจราจรสูง จึงมีโอกาสที่จะเกิดอุบัติเหตุเพิ่มมากขึ้นด้วย โดยเฉพาะอย่างยิ่งอุบัติเหตุที่มีลักษณะการชนแบบชนท้าย (Rear-end collision) ซึ่งมีโอกาสเกิดขึ้นบ่อยบนท้องถนนที่ผู้ขับขี่มักใช้ความเร็วและมีปริมาณการจราจรสูง จากข้อมูลสถิติของระบบสารสนเทศอุบัติเหตุบนทางหลวง (HAIMS) ของกรมทางหลวง พบว่า สถิติการเกิดอุบัติเหตุลักษณะการชนแบบชนท้ายบนถนนพระรามที่ 2 ตลอดทั้งสาย ในช่วงปี พ.ศ.2554-2558 มีจำนวนทั้งสิ้น 621 ครั้ง จากจำนวนอุบัติเหตุทุกรูปแบบที่เกิดขึ้นทั้งหมด 1,847 ครั้ง หรือคิดเป็นสัดส่วน 1 ใน 3 ของอุบัติเหตุทั้งหมด จึงถือได้ว่าอุบัติเหตุการชนแบบชนท้ายเป็นปัญหาสำคัญที่ควรได้รับการป้องกันและแก้ไข  เพื่อลดความสูญเสียต่อทั้งชีวิตและทรัพย์สิน รวมถึงความสูญเสียโอกาสทางเศรษฐกิจจากการเสียเวลาในการเดินทางเนื่องจากการจราจรติดขัดในช่วงเวลาที่เกิดอุบัติเหตุ

สาเหตุสำคัญที่ทำให้เกิดอุบัติเหตุลักษณะการชนแบบชนท้าย มักเกิดจากพฤติกรรมการขับขี่ของผู้ขับขี่ที่ขับรถตามหลังเว้นระยะห่างระหว่างรถของตนเองกับรถคันหน้าไม่เพียงพอ ดังนั้น แนวทางการลดความเสี่ยงอุบัติเหตุจากการชนท้าย คือ การปรับเปลี่ยนพฤติกรรมของผู้ขับขี่ที่ขับรถตามหลังให้เว้นระยะห่างระหว่างรถตนเองกับรถคันหน้าอย่างเพียงพอ โดยมีวิธีที่จะทำให้ผู้ขับขี่ปรับเปลี่ยนพฤติกรรมดังกล่าวมีด้วยกันหลากหลายวิธี แต่ในการศึกษานี้จะพิจารณาในส่วนของการติดตั้งเครื่องหมายบนผิวจราจรแบบ “Transverse Bar” เพื่อให้ผู้ขับขี่ที่ขับรถตามหลังกันสังเกตเห็น และเว้นระยะห่างจากรถตนเองกับรถคันหน้าให้เพียงพอและเหมาะสม ซึ่งการกำหนดระยะห่างที่เหมาะสมนั้น จำเป็นต้องพิจารณาจากหลายปัจจัย เช่น ความเร็วจริงบนท้องถนน ความเร็วจำกัดตามกฎหมาย ปริมาณการจราจร เป็นต้น งานวิจัยนี้ดำเนินงานโดยคณะผู้วิจัยจากมหาวิทยาลัยเทคโนโลยีพระจอมเกล้าธนบุรี ภายใต้การสนับสนุนของสำนักงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ ร่วมกับกรมทางหลวง


รถแรง อเนกประสงค์ และบรรทุกหนัก: ภัยเสี่ยงอุบัติเหตุของรถกระบะในสังคมไทย

คงปฏิเสธไม่ได้ว่า “รถกระบะ” เป็นพาหนะที่ส่งเสริมการพัฒนาด้านอุตสาหกรรมยานยนต์ของไทย และมีบทบาทสำคัญต่อวิถีชีวิตคนไทยเป็นอย่างมาก ส่วนหนึ่งอาจเนื่องมาจากการจัดเก็บภาษีสรรพสามิตในอัตราต่ำกว่ารถยนต์นั่งและมีรูปแบบการใช้งานที่เหมาะสมกับสภาพแวดล้อม เศรษฐกิจและบริบทสังคมไทย อย่างไรก็ตาม ยอดการจำหน่ายรถกระบะที่เติบโตขึ้นไปในทิศทางเดียวกันความรุนแรงของอุบัติเหตุทางถนน และอัตราการบาดเจ็บและเสียชีวิตที่เพิ่มมากขึ้น ถึงแม้ว่า รถกระบะเป็นประเภทรถอันดับสามที่เกิดอุบัติเหตุบนท้องถนนไทย รองจากจักรยานยนต์และรถยนต์นั่งตามลำดับ แต่สาเหตุการเกิดอุบัติเหตุของรถกระบะที่สำคัญ มักจะเกิดขึ้นจากพฤติกรรมเสี่ยงและความรู้เท่าไม่ถึงการณ์ เช่น พฤติกรรมการใช้ความเร็ว การใช้งานรถกระบะที่ไม่เหมาะสม เช่น การบรรทุกหนัก การโดยสารท้ายกระบะ การดัดแปลงสภาพรถ เป็นต้น  ในขณะที่รัฐบาลก็ไม่ได้นิ่งนอนใจต่อปรากฎการณ์ดังกล่าว ได้แสดงเจตนารมณ์และความห่วยใยต่อกลุ่มผู้ใช้รถกระบะ โดยในช่วงเดือนเมษายน 2560 มีคำสั่งหัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติเกี่ยวกับการรณรงค์ห้ามนั่งท้ายกระบะรถและห้ามนั่งแค็บ รถกระบะสองประตู ถึงกระนั้น ไม่สามารถดำเนินการผ่านการบังคับใช้กฎหมายได้อย่างแท้จริงจากกระแสต่อต้านของประชาชนทั่วไปที่มองว่ากฎหมายสวนความเป็นจริงกับวิถีชีวิตของกลุ่มผู้ใช้รถกระบะโดยส่วนใหญ่

ดังนั้น มูลนิธิไทยโรดส์ ภายใต้การสนับสนุนของสำนักงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ (สสส.) ได้เล็งเห็นความสำคัญของปัญหาอุบัติเหตุรถกระบะในสังคมไทยดังกล่าว จึงพัฒนาและจัดทำโครงการวิจัยดังกล่าว โดยมุ่งหวังให้การศึกษาเกี่ยวกับปัญหาความปลอดภัยของการใช้รถกระบะนี้ จะนำไปสู่การกำหนดทิศทางและแนวทางแก้ไขปัญหาต่างๆ ได้อย่างตรงจุด และส่งเสริมความรู้ความเข้าใจถึงความไม่ปลอดภัยในการใช้กระบะผิดวัตถุประสงค์ เพื่อนำไปสู่การปรับเปลี่ยนพฤติกรรมและรูปแบบการใช้งานรถกระบะของคนไทยให้เหมาะสมต่อไปในอนาคตได้


การศึกษาการวางแผนและดำเนินการระบบตรวจจับความเร็วอัตโนมัติในประเทศไทย

ปัญหาอุบัติเหตุทางถนนนับเป็นปัญหาสังคมที่สำคัญที่ก่อให้เกิดความสูญเสียทั้งชีวิตและทรัพย์สิน ในปัจจุบันสถานการณ์อุบัติเหตุจากการจราจรและขนส่งมีแนวโน้มที่สูงขึ้น จากสถิติอุบัติเหตุทางถนนของสำนักอำนวยความปลอดภัย กรมทางหลวง พบว่า ร้อยละ 73 ของอุบัติเหตุบนทางหลวงมีมูลเหตุสันนิษฐานจากการขับรถเร็วเกินอัตราที่กำหนด โดยปัญหาการขับขี่ด้วยความเร็วเกินขีดจำกัดความเร็วที่กฎหมายกำหนด นับเป็นปัญหาที่เกิดขึ้นทั่วไปในประเทศไทย สาเหตุเกิดจากการกำหนดขีดจำกัดความเร็วที่ไม่เหมาะสมกับประเภทลักษณะการใช้งานของถนนและการใช้ประโยชน์ที่ดินสองข้างทาง รวมทั้งขาดการบังคับใช้กฎหมายที่เคร่งครัด ซึ่งจากรายงานขององค์การอนามัยโลก (WHO) ได้จัดให้ความชัดเจนของการบังคับใช้กฎหมายควบคุมความเร็วในประเทศไทยอยู่ในระดับที่ต่ำเมื่อเทียบกับการบังคับใช้กฎหมายด้านความปลอดภัยทางถนนในประเด็นอื่น (WHO, 2013)  โดยการบังคับใช้กฎหมายควบคุมความเร็วในประเทศไทยที่ไม่มีประสิทธิภาพสาเหตุเกิดจากการขาดแคลนบุคลากรและเครื่องมือในการบังคับใช้กฎหมาย

ในช่วงที่ผ่านมา ระบบเทคโนโลยีตรวจจับความเร็วอัตโนมัติได้ถูกนำมาติดตั้งและดำเนินการบนทางหลวงในประเทศไทยอย่างแพร่หลาย หน่วยงานที่รับผิดชอบในงานด้านความปลอดภัยทางถนนได้เสนอแนะมาตรการการบังคับใช้ความเร็วและนำระบบตรวจจับความเร็วอัตโนมัติมาดำเนินการ ซึ่งทั้งนี้แนวทางการดำเนินการของระบบตรวจจับความเร็วอัตโนมัติของแต่ละหน่วยงานมีขั้นตอนการวางแผนและดำเนินการ ข้อจำกัดและอุปสรรคในการนำไปปฏิบัติจริงที่แตกต่างกัน ดังนั้น เพื่อให้ระบบตรวจจับความเร็วอัตโนมัติในประเทศไทยมีแนวทางการดำเนินการ การบูรณาการ และการดำเนินการบังคับใช้กฎหมายอย่างมีประสิทธิภาพ การศึกษาทบทวนบทเรียนการดำเนินการของระบบตรวจจับความเร็วอัตโนมัติบนทางหลวงที่มีอยู่จึงเป็นสิ่งจำเป็นเพื่อพัฒนาเป็นแนวทางการดำเนินการของระบบตรวจจับความเร็วอัตโนมัติในพื้นที่ต่าง ๆ ทั่วประเทศต่อไปในอนาคต งานวิจัยนี้ดำเนินงานโดยคณะผู้วิจัยจากมหาวิทยาลัยเชียงใหม่ ภายใต้การสนับสนุนของมูลนิธิไทยโรดส์ และสำนักงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ